เธอที่อยู่ตรงไหนซักแห่ง จะรู้มั้ย ว่าฉันเหงา

ไม่อยากเหงา เพราะมันทำให้รู้สึกอ่อนแอ 

พยายามทำใจแข็งเหมือนน้ำแข็ง ไม่ให้อ่อนไหวละลาย ไปกับแวดล้อมรอบข้าง

แต่น้ำแข็งมันก็ละลาย เมื่ออยู่ไม่ถูกที่ ถูกเวลา 

แต่รู้มั้ย เรื่องน่าแปลกอีกอย่าง คือมันยังสามารถกลับมาเป็นน้ำแข็งได้อีกครั้ง

และวนเวียนดั่งวัฎจักรน้ำ

edit @ 5 Mar 2010 22:08:40 by por☂ai

อีกครั้งที่กลับมาคิดเรื่องการศึกษา เหตุบังเอิญเห็นนักเรียนหนุ่ม สาว หลั่งไหลออกมาจากอาคารคูหา

ที่ภายในเซทเป็นโต๊ะเรียนและกระดานไวน์เบอร์อย่างง่าย สถานกวดวิชาขนาดย่อม ไม่ได้เรียนสอนผ่านทีวี 

พบเห็นได้เยอะตามต่างจังหวัดต่างออกไปจากเมืองใหญ่เป็นรูปแบบศูนย์กวดวิชาหลายสิบสาขา

สถานที่นี้เด็กๆ เรียกว่าบ้านครู......(ใส่ชื่ออาจารย์ผู้สอน).... และก็มีครูผู้สอนตัวเป็นๆที่ใส่ชุดประจำของโรงเรียนสอนเสียด้วย

เด็กๆ ก็เป็นเด็กในชั้นเรียนนั้นเอง หากแต่ต่างออกไปตรงที่สถานที่เรียนกลับไม่ใช่โรงเรียน และเนื้อหาที่สอนก็ไม่เหมือนในโรงเรียน (แหนะดูเค้าทำ)

จะเรียกว่าโรงเรียนกวดวิชาได้มั้ยนะ ในความเข้าใจฉัน โรงเรียนกวดวิชา น่าจะเป็นอะไรที่มีไว้เพื่อสอนเด็กๆ ที่ไม่เรียนไม่ทัน หรือ อ่อน ในวิชานั้นๆ ที่โรงเรียน มากวดขันกันหลังเลิกเรียน ให้ทันเพื่อนๆ เพื่อไปเรียนวันต่อๆ ไปได้อย่างเข้าใจ และไปพร้อมกัน

นั้นคือที่ฉันเข้าใจมาตลอดว่า เด็กที่ไปเรียนกวดวิชา คือเด็กที่ไม่เก่ง 

แต่พอฉันถึงวัยที่โดนกระแสสังคม ผลักดันให้ต้องไปเรียนบ้าง ถึงได้รู้ว่า มันไม่ใช่ที่สำหรับคนเรียนไม่ทัน 

แต่มันคือที่สำหรับคนเก่งที่อยากจะเก่งอีก มันมีทางลัดให้คุณที่ในโรงเรียนไม่มีบอก ทั้งที่คนบอกก็อยู่ในโรงเรียน

ที่ที่ทำให้คนเรียนไม่ทัน ไม่ทันยิ่งกว่าเดิม แล้วก็ต้องมาลองหาทางลัดนี้บ้าง และเพื่อให้เด็กทุกคนที่มาเรียน ดูแล้วได้ผลดี 

นั้นคือการแอบบอกข้อสอบอ้อมๆ ซึ่งคนสอนก็ออกเองอย่างที่รู้  เพื่อให้เด็กทุกคนผ่าน และดูได้เกรดดี การเรียนเยี่ยมขึ้น

พ่อแม่ ก็พอใจ แต่ความรู้แท้จริงที่เด็กได้ ความเข้าใจที่ครูว่า มันคือการจำล้วน ๆ

ฉันพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะฉันเคยอยู่ทั้งในจุด เด็กที่เก่งวิชานั้นอยู่แล้ว แล้วก็เพิ่งพอใจที่จะเก่งขึ้นไปอีก เป็นความสมัครใจที่จะขอเงินพ่อแม่ไปเรียน ละเคยอยู่ในจุดที่ อ่อนจริงๆ ในบางวิชา จนต้องยอมไปเรียนกับคุณครูที่ไม่ชอบ เพื่อเอาข้อสอบมา

เด็กอนุบาลก็มีต้องไปเรียนพิเศษแล้วเช่นกัน ไม่ต้องให้ครูอนุบาลอิจฉา ครูเด็กโต

ใหม่ยิ่งกว่า มีกวดเข้มติวสอบเข้าอนุบาลด้วย อารมณ์นี้ฉันนึก ความรู้สึกเด็กไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะตื่นเต้น กระตือรือร้น

เหมือนฉันสมัยเตรียมสอบเอนทรานต์ไหมนะ  ซึ่งแน่นอนอยู่แล้ว เด็กวัยนี้ก็คือเด็ก รับเอาเท่าที่พ่อแม่จะใส่ให้ได้

ผล ที่ออกมาก็แน่นอนไม่ใช่เด็กที่สนใจ พ่อแม่นี่แระที่ลุ้นตัวโก่ง  ด้วยหวังดีอยากให่ลูกได้สิ่งที่ดี ยอมทุ่มทุกอย่าง ที่คิดว่าตัวเองตอนเด็กอาจขาดไป หรือไม่ได้รับ (มีพ่อแม่หลายคนนะที่คิดแบบนี้ สิ่งที่ตนขาดก็เอามาเติมให้ลูก จนบางครั้งมันอาจล้นไปสำหรับเด็ก)

แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม อะไรมากหรอกในสังคมตอนนี้

มาถึงจุดนี้ มุมมองที่ฉันมองอาจดูร้ายแรง แต่ขณะที่ฉันเขียนฉันก็เขียนด้วยความเข้าใจ อะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น

ฉันคงไปตำหนิอะไรใครไม่ได้ เพราะทุกอย่างเกิดการค่านิยมที่เราๆ ช่วยสร้างกันขึ้น กว่าจะรู้ว่าวันหนึ่งมันไม่ใช้เรา ก็อาจจะทำไรได้ไม่มากแล้ว

วันนี้ก็เช่นกัน ฉันไปหยุดการเรียนพิเศษของน้องชายไว้ไม่ได้ ทั้งที่ๆ รู้ว่าเค้าอาจจะไม่ได้อะไรเลย แต่มันก็เป็นค่านิยมที่เค้าเห็นเป็นนักเรียนกวดวิชาตัวยง ในวัยเด็ก

จะไปหยุดคุณครูทั้งหลายให้สอนก็คงไม่เหมาะ เพราะฉันก็เริ่มเข้าใจ ปัจจัยอะไรบ้างอย่างแล้วว่า

รายได้หลักของพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ของชาติ อาจจะอยู่ที่การสอนพิเศษไปแล้ว

ซึ่งฉันพอจะเข้าใจ และเห็นใจเค้ามากขึ้นจากเมื่อก่อน

เพราะการเป็นครูแท้จริงแล้วมันต้องเสียสละอย่างมาก รายได้ไม่สูงแต่ครอบครัวและค่าใช้จ่ายเพิ่มไปทุกวันแบบที่ใครๆ ก็ประสบ

เรื่องนี้จะโทษใครก็คงไม่ได้ จะแก้ปมนี้ ย้อนไป ก็เจออีกปมและอีกปม ต่อๆ ไป ตามที่เข้าใจดี กระบวนการราชการ นโยบายของรัฐ ท้างที่สุดแล้ว แม้แต่จะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้เอง ก็หลีกเลี่ยงกระทบที่ลูกหลานก็ต้องมาเจอค่านิยมแบบนี้อีกต่อไปอยู่ดี

พลังของคนเล็กน้อยอย่างฉัน ก็ทำได้แค่เพียงเปิดแง่คิดไว้ ในมุมมองของฉัน ไม่มีใครเห็นด้วย ไม่ต้องการการเรียกร้อง 

แต่ปรารถนาให้คนเราฉุกคิด ใส่ใจสังคม คนรอบข้างอีกสักนิด แม้ตัวเราเองอาจไม่สมบูรณ์ แต่เราช่วยกันเติมเต็มและดูแลกันได้

 

การสอนพิเศษอาจเป็นหนทางที่ครู อาจารย์จะเอาเงินมาจุนเจือให้พอใช้ได้หรือให้ครอบครัวสุขสบายขึ้น

หรือเป็นผลกำไรใหม่ที่ได้จากความจำเป็นของสังคมนิยมที่เด็กต้องเรียนเก่ง และการเรียนในโรงเรียนไมไ่ด้ความรู้เท่าโรงเรียนกวดวิชา จะมองอย่าไรก็แล้วแต่ ต้องเข้าใจทั้งสองฝ่าย ผลหนึ่งเกิดมาจากเหตุหนึ่ง เหตุหนึ่งก็เกิดมาจากอีผลหนึ่ง

สุดท้ายนี้ ก็ยังต้องขอบคุณแม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ ของชาติที่ได้เสียสละตนมาพร่ำสอน

ให้รู้ไว้ว่าท่านเป็นครูที่เลย ทำให้มีคนที่ดีๆ ต่อๆมาได้  วันนี้มุมมองของฉันเองก็เป็นห่วงท่านทั้งหลาย

ขออย่าให้ครูที่ดีต้องมีรายได้หลักมาจากเก็บเงินการสอนพิเศษเลย ด้วยจรรยาบรรณครู คงไม่ทำให้เรือจ้างสบายใจ

อย่างไรเสีย ท่านก็คือ พระคุณที่สาม รองจากพ่อ แม่ ผู้ให้กำเนิด

ทุกชีวิตผ่านมา ได้ดีเพราะมีมีครู

  

 

 

 

ฟังจากเค้า มองจากเรา

posted on 07 Feb 2010 00:19 by poerporjai

วันนี้คุยกับเพื่อนคนนึง เค้าเล่าว่า : เพื่อนต่างภาคชั้นหลายคนเเย่เพาะ ตอนเเรกอยู่บ้าน เเล้วย้ายไปอยู่หอเทอมนี้ เลย ตื้อ คิดไรไม่ออก งานห่วย ชีวิตห่วย เพาะอยู่กับเพื่อนมากไป  ทำไรเลยเกรงใจเพื่อน เลยทำๆ ใช้ชีวิต งงๆ สุดท้ายโดนไล่ไปดรอป ครึ่งคราสเครียดกันใหญ่

ฉันเลยถามว่า : การอยู่กับเพื่อนมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ

เค้าตอบว่า : ไม่ๆ การอยู่กับเพื่อนเยอะเกินไปทำให้ชีวิตเรา งงๆ

ฉันเลยเสริมว่า : เพราะไม่มีเวลาให้ตัวเองอะเหรอ

เค้าบอกต่อว่า : เพาะคนไทย อยู่กับเพื่อนก็จะไม่สนใจตัวเอง

ฉันถามต่อว่า : เพราะเราคงมีความสุขกับเวลาตอนนั้น จนลืมคิดถึงอนาคตอย่างนั้นป่ะ

เค้าตอบมา : คือคิดดูดิ มันจะไม่มีเวลาให้เเกคิดปะว่า วันนีั้พุ่งนี้ อาทิตหน้า ชั้นจะทำอะไร (เฉพาะตัวชั้น)
มันก็เหมือนเด็ก ม ปลาย ที่พูดกันว่ามึงไปนู้น ไปนี่ กินนู้น กินนี่ กูไปนั้นนะ
ความเห็นส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาน


สำหรับฉันมันก็สมเหตุ สมผลนะ แต่ฉันก็ชอบการมีเพื่อนและอยู่กับเพื่อนอยู่ดี ซึ่งนี้ก็เป็นอุปนิสัยความชอบของฉันเอง

ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่ดีไปกว่า มันทำให้ฉันไม่คิดเรื่องของตัวเอง แต่ก็เป็นแบบนั้นแระ ฉันก็มีความสุขกับเพื่อน

ใช้เวลาหมดไป โดยไม่ได้ให้เวลาคิดกับตัวเอง

 และท้ายที่สุดเค้าก็เสริมว่า มีเพื่อนอะดี เเต่มันต้องดูว่า input ที่เเกได้รับอะ มันokไหม เเกได้อะไรมั่ง

 

อาจจะดูว่ามันจริงจังเกินไป แต่ฉันก็ว่ามันก็เปิดความคิดในมุมมองใหม่ สำหรับฉันคนติดเพื่อนดีนะ 

มันไม่มีอะไรดีไปเลย แย่ไปเลย ทุกอย่างมีสองแง่สองมุมทั้งนั้น อยุ่ที่เราเห็นได้ไหน ใช้ด้านไหน

 

แต่ฉันก็ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ฉันมีเพื่อนดี ๆ แม้แต่เพื่อนคนนี้ที่เราคุยกันเรื่องนี้ ก็ให้แง่มุมฉัน นี่ซินะที่เธอพูกว่า input ที่ ok

edit @ 7 Feb 2010 00:35:15 by por☂ai

edit @ 7 Feb 2010 00:37:26 by por☂ai

edit @ 7 Feb 2010 00:38:12 by por☂ai

วันนี้เจอเวทีใหม่ ลองงดเล่นเฟสบุคดูซักหน่อย ค่อย ๆ ทีละนิด

ฉันไม่อยากให้มันครอบงำฉันเกินไป ที่ผ่านมาฉันปล่อยตัวเองไปนั่งเฝ้ารอคอยมันเป็นวันๆ

เพื่อดูความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ เพียงเล็กน้อย และพูดอะไรบางอย่างออกไปบ้าง

แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ได้แค่ฆ่าเวลาไปบ้าง ผ่อนคลายความเหงา ความเบื่อไปบ้าง ได้รู้จักใครใหม่ๆบ้าง

แต่ก็ไม่ได้อันใดเป็นชิ้นอัน จนวันนึงฉันนึกขึ้นได้ ว่าฉันน่าจะเริ่มทำอะไรที่ฉันชอบฉันสนใจ ให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้าง

อาจจะไม่ชัดเจน สวยงาม แต่มันก็ต้องเริ่ม 

ฉันชอบที่จะเขียน จะพูด จะบอกแง่คิดของฉันต่อใคร ๆ มันคงไม่เผด็จการเกินหรอกนะ 

จริงๆ เมื่อก่อนฉันก็พอทำบ้างในเฟสบุค ทวิสเตอร์ แต่ก็ดูจะบังคับทุกคนให้อ่านเกินไป(จริงๆ ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น)

แล้วฉันก็กลับมานึกถึงวิธีปลดปล่อยแบบง่าย ๆ นั้นคือลองมาเพ้อพบ มีสาระ ไม่มีสาระบ้าง ในพื้นที่เล็กๆ นี้ดีกว่า

ใครอยากอ่านก็อ่าน ไม่อ่านก็ไม่อ่าน เราเลือกได้อยู่แล้ว

 อย่างน้อยมันก็บันทึกความคิด ความรู้สึกฉันในช่วงเวลานั้นๆ ได้ ให้ฉันกลับมาย้อนดูได้

 

เวทีนี้ไม่ต้องเรียกร้องให้ใครมาเห็นด้วย มาคอมเมนต์ มากด like this หรือ retweet

แต่จะเป็นกรุสมบัติทางคิดและตัวตนของฉัน

 

 

edit @ 8 Feb 2010 20:55:49 by por☂ai

edit @ 8 Feb 2010 20:56:59 by por☂ai

สิ่งที่เป็น

posted on 06 Feb 2010 22:07 by poerporjai
ติดอยู่ที่ปาก อยากอยู่ที่ใจ

edit @ 6 Feb 2010 22:09:05 by por☂ai